<p>เทอมที่แล้ว เรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับยุกติ หนังสือเล่มแรกที่ทุกคนต้องอ่านและวิจารณ์ ก็คือ <em><q>ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ</q></em> โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2544 [2519]).</p>
<p>(ทั้งหมดต้องวิจารณ์สองเล่ม. อีกเล่มนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเล่มไหน, จาก 3-4 เล่มที่ยุกติเลือกมาอีกที, ซึ่งผมเลือก
<a href="http://bact.blogspot.com/2009/05/review-portraits-of-whiteman-linguistic.html"><em><q>Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache</q></em></a> โดย Keith Basso (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) ตามที่เคยโพสต์แบ่งกันอ่านไว้แล้ว)</p>
<p>ช่วงนี้มีข่าว เรื่องเขมร ๆ โผล่มาบ่อย เริ่มจาก<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25967" title="The Economist - นักแสวงบุญอันธพาล">การประท้วงของพันธมิตรที่ปราสาทพระวิหาร</a> ตามด้วยเรื่อง<a href="http://www.thairath.co.th/content/pol/34701" title="ไทยรัฐ - 40ส.ว.เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านภูมิซรอล">กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน <q>ภูมิซรอล</q></a> เพราะเป็นคำเขมร :</p>
<blockquote cite="http://www.thairath.co.th/content/pol/34701">
<p>ควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์</p>
</blockquote>
<p>ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลก็ตอกกลับ ให้ไปเปลี่ยนบ้านตัวเองเถอะ ฉันอยู่ของฉันมาดี ๆ จะมายุ่งอะไรชื่อหมู่บ้านฉัน ในข่าวนั้น มีพูดถึง <q>ภาษาส่วย</q> ด้วย</p>
<p>ยังมีความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากมาย เช่นบทความสองชิ้นนี้ :
<strong><a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25968">ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา)</a></strong> โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (<a href="http://indochinapublishing.com/index.php?module=content&amp;submodule=view&amp;category=2&amp;code=an23090921170150">Mekong Review</a>) และ
<strong><a href="http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q3/2008july25p5.htm">ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน</a></strong> โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนรายสัปดาห์ 25 ก.ค. 2551)</p>
<p>วันนี้เลยเอาตัวที่วิจารณ์ความเป็นมาของคำสยามฯ มาแบ่งกันอ่านด้วย มีเรื่องคำเขมร คำไทย คำส่วย ฯลฯ พวกนี้อยู่บ้าง คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไร</p>
<p><strong>ดาวน์โหลด <a href="http://arthit.googlepages.com/review-chit-siam-nation-names.pdf" title="Portable Document Format - สำหรับอ่าน">PDF</a> (196 KB), <a href="http://arthit.googlepages.com/review-chit-siam-nation-names.odt" title="OpenDocument Text (ODT) - สำหรับเอาไปแก้ไขต่อ">OpenDocument</a> (27 KB)</strong> &mdash; <a href="http://creativecommons.org/licenses/by/3.0/th/" title="เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย สามารถนำไปใช้งาน ดัดแปลงแก้ไข และเผยแพร่ต่อได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแสดงที่มาถึง “อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล” และลิงก์มาที่บล็อก http://bact.blogspot.com/">เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย</a></p>
<p>จะว่าไปแล้ว รายงานฉบับนี้จะเรียกว่า วิจารณ์ ก็คงจะไม่ถนัดนัก เพราะน่าจะเป็นแค่สรุปเนื้อหาโดยย่อพร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยมากกว่า ส่วนที่เป็นการวิพากษ์จริง ๆ นั้น น้อยมาก. เนื้อหาบางส่วนมีดังนี้ :</p>
<blockquote>
<p>ในชื่อของภาคที่หนึ่ง “พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์” ผมไม่แน่ใจว่า จิตรเลือกอธิบายวิธีที่เขาใช้ว่าเป็น <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C">นิรุกติศาสตร์</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Philology">philology</a>) แทนที่จะเป็น <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ภาษาศาสตร์</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Linguistics">linguistics</a>) อย่างตั้งใจจะเปรียบต่างกันหรือไม่, ด้วยศาสตร์บางสาขาที่เขาใช้ เช่น สรวิทยา (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Phonology">phonology</a>) นั้นนับเป็นศาสตร์ในภาษาศาสตร์มากกว่า. นิรุกติศาสตร์นั้นสนใจรูปและความหมายของการแสดงออกทางภาษา โดยได้รวมเอาแง่มุมจากสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การตีความอย่างในวรรณกรรมศึกษา และการศึกษาที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างใน <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4">ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Historical_linguistics">historical linguistics</a>) และ <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2">ศัพทมูลวิทยา</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Etymology">etymology</a>) มาไว้ด้วยกัน, การใช้คำว่านิรุกติศาสตร์ จึงมีความหมายในทางการศึกษาพัฒนาการเชิงประวัติอยู่ด้วย เป็นการเน้น การศึกษาภาษาผ่านช่วงเวลา (diachronic analysis) เปรียบต่างกับ การศึกษาภาษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (synchronic analysis) ซึ่งถูกทำให้เป็นที่นิยมโดย <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ferdinand_de_Saussure">แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์</a> (Ferdinand de Saussure, 1857-1913). เมื่อแนวทาง synchronic analysis อย่างโซซูร์เป็นที่นิยม คำว่า “ภาษาศาสตร์” โดยทั่วไป หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ ก็กลายหมายถึงการศึกษาแบบ synchronic analysis ไปหมด, การใช้คำว่า “นิรุกติศาสตร์” ในยุคหลังจากนั้น จึงเป็นการเน้นความเป็น diachronic analysis.</p>
</blockquote>
<blockquote>
<p>ตามความเห็นของจิตร <strong>ชนชาติที่เจริญกว่าหรือมีฐานะเหนือกว่าทางสังคม มักเรียกชนชาติที่ล้าหลังกว่าหรืออยู่ในอำนาจปกครองด้วยชื่อที่มีความหมายต่ำทรามหรือเหยียดหยามดูถูก</strong> ซึ่งการเรียกเหล่านี้ปรากฏออกมาในสองกระแสใหญ่คือ <strong>1) การดูถูกทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์เสมอตน โดยอาจเป็น สัตว์ หรือเป็น อมนุษย์ อย่าง ผี ปีศาจ</strong> <strong>2) การดูถูกโดยฐานะทางสังคม คือยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ระดับต่ำกว่า โดยอาจะเป็น ขี้ข้า อย่าง เชลย ทาส หรือเป็น คนป่าเถื่อน ไม่เจริญ มีความผิดปกติไปจากสังคมของตน.</strong> เหล่านี้คือชื่อที่ความหมายต่ำทราม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกชนชาติอื่น. <strong>ตัวอย่างของการเรียกลักษณะนี้เช่น ชื่อ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกหลายชนชาติ มากจากคำว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นฐานะทางสังคมซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของชนชาติเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง</strong> (น. 282-291).</p>
<p>ปฏิกริยาตอบโต้จากชนชาติที่ถูกเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามในสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ปรากฏออกมาให้เห็นในชื่อชนชาติที่เรียกตัวเองว่า 1) เป็นมนุษย์ 2) เป็นมนุษย์ที่เจริญ ซึ่งจิตรจัดให้เป็นความหมายที่ดีงามกระแสที่หนึ่ง. ส่วนกระแสที่สองคือ ชื่อชนชาติที่แสดงความยิ่งใหญ่สูงส่ง ซึ่งอาจเป็น ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองการปกครอง หรือ ความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม. เหล่านี้คือลักษณะของชื่อที่มีความหมายดีงาม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกตัวเอง. ตัวอย่างเช่น <em>นาค</em> “คนแข็งแรง” (น. 257-258), <em>ขมุ</em> “คน”, <em>มระบรี</em> “คนอยู่ป่า”, <em>กะยา</em> “คน” ฯลฯ, หรือการที่ไตหนานเจ้าใช้ตัวอักษร 大 (ไต่, ไต้, ต้า แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มหา) เพื่อติดต่อกับจีนเอง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เทียมจีน (น. 180-183).</p>
<p>เมื่อพิจารณาตามจิตรนี้ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเอง ก็สามารถบอกถึงลักษณะทางสังคมของชนชาตินั้น ในสายตาของชนชาตินั้นเองหรือในสายตาของชนชาติอื่นได้. ส่วนชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกอีกชนชาติหนึ่ง หรือ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเองในภาษาของอีกชนชาติหนึ่ง (เช่นกรณีชื่อที่ไตหนานเจ้าใช้เรียกตัวเองในภาษาจีน) ก็สามารถบอกถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชาติได้.</p>
</blockquote>
<blockquote>
<p>จิตรอาศัยความรู้ทางสรวิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเสียง อธิบายการเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปของคำ โดยอธิบายว่าแต่ละชนชาติก็ปรับการออกเสียงให้เข้ากับลิ้นของตน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่ทำได้-ทำไม่ได้อยู่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเสียง เช่น กรณีของคำว่า สาม-อาสาม-อัสสัม (น. 117-118). การเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปเหล่านี้ ไม่ได้ทำอย่างไร้หลักเกณฑ์ เช่น การผันเสียงก็มี “กฎธรรมชาติของเสียง” กำกับอยู่ ดังที่จิตรได้กล่าวถึงคือ การตัดเสียงกล้ำทิ้งไป (น. 409), การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ (น. 409-411), และการแยกคำกล้ำออกเป็นสองพยางค์ (น. 411-414).</p>
<p>ส่วนรูปเขียนของคำที่เปลี่ยนไปก็มาจากการพยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่ออก แต่ในบางภาษาก็อาจเป็นได้ว่า เขียนอย่างหนึ่งแต่ออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษารูปคำเดิมที่ยืมมาไว้ เช่น การที่พม่าเขียน ‘ชาม’ แต่ออกเสียง ‘ชาน’ เพราะออกเสียงสะกดแม่กมไม่ได้ จึงต้องออกเสียงแม่กนแทน เป็น ‘ชาน’ แต่ที่เขียน ‘ชาม’ จิตรเสนอว่าก็เพื่อรักษารูปคำเดิมไว้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการยืนยันว่า คำ ‘ชาน’ ในภาษาพม่านั้น มีรากเดียวกับคำว่า ‘ชาม’ ‘ซาม’ ‘เซน’ ‘ชิอาม’ ‘ซ๎ยาม’ ‘ศฺยาม’ และคำในภาษาอื่น ๆ ในบริเวณพม่า-ยูนาน-อัสสัม ที่ใช้เรียกคนไต (ภาคที่หนึ่ง บทที่ 2 “ชานและชาม”) หรืออักขรวิธีของไทยภาคเหนือ ที่เขียน ‘กร-’ แต่ออกเสียง ‘ข-’ เช่นเขียน ‘กรอม’ แต่ออกเสียง ‘ขอม’ (น. 414).</p>
</blockquote>
<blockquote>
<p>… ที่พจนานุกรมคังซีของจีน ให้อ่านอักษรที่ใช้เรียกชื่อชนชาติส้านหรือเสี้ยน ว่า ‘ถาน’ นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดใน “เค้าเสียง” คือ อ่านเอาตามส่วนผสมที่บอกแนวทางเสียงในประกอบอยู่ในอักษร แต่ในกรณีของชื่อชนชาติส้านนั้น เสียงพยัญชนะที่ออกนั้นห่างจากเค้าเสียงไปไกล ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อชนชาติ อาศัยดูจากเค้าเสียงเพียงอย่างเดียว ก็อาจออกเสียงผิดพลาดได้ (น. 146-148). อีกกรณีที่เกี่ยวข้องคือ การใช้อักษร ‘ถาน’ ในเอกสารจีนยุค พ.ศ. 1400 นั้นก็น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด สับสนกับอักษร ‘ส่าน’ เนื่องจากตัวอักษร ‘ถาน’ และ ‘ส่าน’ (คนละตัวกับ ‘ส้าน’) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก (น. 141, 143, 147). ข้อสังเกตของจิตรในประเด็นนี้ เตือนเราว่าการศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมาหลายต่อ และใช่ว่าบุคคลหรือเอกสารที่ดูมีความน่าเชื่อถือ (authority) สูง อย่างพจนานุกรมที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ จะมีความถูกต้องทุกครั้งไป.</p>
</blockquote>
<p>โปรดสังเกตว่าเอกสารฉบับนี้ (ใน PDF) ทดลองใช้<strong><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84">มหัพภาค</a></strong>เป็นเครื่องหมายจบ <q>ประโยค</q> และ <strong><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8D">ญ หญิง</a></strong> แบบไม่มีเชิง (ภาษาไทยปัจจุบันเขียน ญ แบบมีเชิง) เลียนแบบต้นฉบับหนังสือ <em><q>ความเป็นมาของคำสยามฯ</q></em> ของจิตร (หนังสือ <em><q>วิทยาศาสตร์กับความจริงในวัฒนธรรมไทย</q></em> โดย เสมอชัย พูลสุวรรณ (กรุงเทพ: คบไฟ, 2544) ที่อ้างถึงในตอนท้ายของบทวิจารณ์ ก็ใช้มหัพภาคจบประโยคเช่นกัน).</p>
<p>สำหรับผู้สนใจเรื่องเชิงของ ญ หญิง สามารถหาอ่านได้โดยละเอียดจากหนังสือ <em><q>ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย</q></em> โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2548) (มีรูปให้ดูบางส่วนใน <a href="http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/01/K5040700/K5040700.html" title="อยากทราบเหตุผลของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เห็นว่าตัว ญ ไม่ควรมีเชิงครับ">Pantip Topic Stock</a>) และอ่านเรื่องเชิง ญ หญิง กับการแสดงผลในคอมพิวเตอร์จากบล็อกของ เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ (<a href="http://twitter.com/theppitak">@theppitak</a>): <a href="http://thep.blogspot.com/2007/11/on-descenders-of-yo-ying-and-tho-than.html">On Descenders of Yo Ying and Tho Than</a>, <a href="http://thep.blogspot.com/2007/10/thai-script-origin.html">Thai Script Origin</a>, <a href="http://thep.blogspot.com/2005/10/phnom-penh-report.html">Phnom Penh Report</a>.
</p><p><small>technorati tags:
<a href="http://technorati.com/tag/Siam" rel="tag">Siam</a>,
<a href="http://technorati.com/tag/Thailand" rel="tag">Thailand</a>,
<a href="http://technorati.com/tag/linguistic+anthroplogy" rel="tag">linguistic anthropology</a>,
<a href="http://technorati.com/tag/philology" rel="tag">philology</a>,
<a href="http://technorati.com/tag/historical+linguistics" rel="tag">historical linguistics</a>,
<a href="http://technorati.com/tag/etymology" rel="tag">etymology</a>,
</small></p><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6296791-2846161939049140607?l=bact.blogspot.com'/></div><img src="http://feeds.feedburner.com/~r/bact/~4/dvy3Os_Dzsk" height="1" width="1"/></content>