NOT SIIT.NET webboard / read message
This is it.

topic id 2080 | forum EP | read 4177 | answer 35
สตาร์ตเตอร์ด้วย เอาไว้ทำอะไร

ทำไมหลอดฟลูออเรสเซนท์ถึงต้องใช้ไอ้สองอันนนี้อ่ะ
แล้วทำไมหลอดแบบปกติมันไม่ต้องใช้

อ้อ
แล้วพวก บัสลาสต์อิเลกทรอนิกส์ ที่บอกว่าไม่ต้องใช้สตาร์ตเตอร์
มันทำยังไง ถึงไม่ต้องใช้ได้ ?

อันนี้ไม่รู้จริงๆ นะ เลยมาถาม
แบบว่าตะกี้อ่านเจอโฆษณาน่ะ
Mon, 18 Feb 2002 01:14:55 -   bact'

[1] อืม ด้วยความรู้ basic elec ที่เรียนมาตอนปี 2
ซึ่งคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว

ขอบอกว่า ไม่รู้
Mon, 18 Feb 2002 02:01:52 -   xonez

[2] ตอบเพราะมีเด็ก ป.3 บอกมา

ถ้าบัลลาสต์เสีย มันจะเปิดไม่ติด
ถ้าสตาร์ตเตอร์เสีย ไฟมันจะไม่สว่างถึงจุดสุดยอด (ยังกระพริบ ๆ หรี่ ๆ อยู่)
Mon, 18 Feb 2002 09:03:03 -   

[3] //It is inherited from(a kind of)transformer class.
//It's methods is to
public voltage tranform(v1);
//It's attrubutes are
voltage v;
int transformFactor;
Mon, 18 Feb 2002 09:12:15 -   ITEE

[4] อะไรเนี่ย
Mon, 18 Feb 2002 11:00:11 -   hoho

[5] บัลลาสต์ เอาไว้รักษาความต่างศักย์ ตอนที่หลอดไฟติดแล้ว...แต่สำหรับสตาร์ตเตอร์ เอาไว้......เออเค้าเรียกกันว่า เพิ่มความต่างศักย์เริ่มต้น...คล้ายๆหัวเทียนหน่ะ ก็ถ้าไฟติดแล้วก็สามารถถอดเอาไปใส่เพื่อเปิดไฟหลอดอื่นก็ได้ แต่บัลลาสต์ต้องต่อไว้ตลอด...OK ป่ะ
Mon, 18 Feb 2002 11:55:19 -   zeus@EE#2

[6] แล้วไอ้ที่มันไม่ต้องใช้ บัลลาสต์ อ่ะ ทำได้ไงเนี่ย
Mon, 18 Feb 2002 11:59:08 -   hoho

[7] แล้วพวก บัสลาสต์อิเลกทรอนิกส์ ที่บอกว่าไม่ต้องใช้สตาร์ตเตอร์ --> มีบัลลาสต์นิ

สงสัยจะมีตัวอื่นมาทำหน้าที่แทนสตาร์ทเตอร์โดยใช้พลังไฟน้อยกว่า ??
Mon, 18 Feb 2002 12:06:51 -   xonez

[8] เออ...มันคงมีอย่างอื่นที่ไว้รักษาความต่างศักย์แทนอ่ะ
Mon, 18 Feb 2002 12:08:52 -   zeus@EE#2

[9] ถ้าเกิดว่ารักษาไอ้ความต่างศักย์นี่ไว้ไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นครับพี่ ?
Mon, 18 Feb 2002 15:23:33 -   bact'

[10] ballad ..!!! as music ...right???
ha ha ha
Mon, 18 Feb 2002 20:05:14 -   Kenglek

[11] Electronic Ballasts:
These devices are basically switching power supplies that eliminate the large, heavy, 'iron' ballast and replace it with an integrated high frequency inverter/switcher. Current limiting is then done by a very small inductor, which has sufficient impedance at the high frequency. Properly designed electronic ballasts should be very reliable. Whether they actual are reliable in practice depends on their location with respect to the heat produced by the lamps as well as many other factors. Since these ballasts include rectification, filtering, and operate the tubes at a high frequency, they also usually eliminate or greatly reduce the 100/120 Hz flicker associated with iron ballasted systems. However, this is not always the case and depending on design (mainly how much filtering there is on the rectified line voltage), varying amounts of 100/120 can still be present.
I have heard, however, of problems with these relating to radio frequency interference from the ballasts and tubes. Other complaints have resulted due to erratic behavior of electronic equipment using infra red remote controls.

There is a small amount of IR emission from the fluorescent tubes themselves and this ends up being pulsed at the inverter frequencies which are sometimes similar to those used by IR hand held remote controls.

Some electronic ballasts draw odd current waveforms with high peak currents. This is due to the fact that these ballasts (low-power-factor type) have a full-wave-bridge rectifier and a filter capacitor. Current can only be drawn during the brief times that the instantaneous line voltage exceeds the filter capacitor voltage.

Because of the high peak currents drawn by some electronic ballasts, it is often important to size wiring properly for these high peak currents. For wiring heating and fuse/circuit considerations, one should allow for a current of 4 to 6 times the ratio of lamp watts to line volts. For wiring voltage drop considerations (drop in voltage the ballast's filter capacitor gets charged to), the effective current is even higher, sometimes as high as 15 to 20 times the ratio of the lamp watts to RMS line volts.

For less than 50 watts, the current drawn by low-power-factor electronic ballasts is usually not a problem. For multiple ballasts or total wattages over 50 watts, it may be important to consider the effective current drawn by low-power-factor electronic ballasts.
Tue, 19 Feb 2002 08:39:32 -   IEE

[12] อืม ถามได้น่ารู้ดี
Tue, 19 Feb 2002 11:18:17 -   kom

[13] สรุปว่าไปซื้อมาใช้ได้ ถ้าใช้กับไอ้พวกหลอดธรรมดาตามบ้าน
(38-40 watts) ใช่ป่าว

แล้วที่มันโฆษณาว่าช่วยประหยัดไฟ มันจริงมั๊ย?

anyway, thx for your answer
(quite technical, but it's good)
Tue, 19 Feb 2002 14:06:51 -   bact'

[14] สำหรับคำถามนี้คงเกิดขึ้นกับหลายๆ คนนะครับ เดียวช่างเอก จะอธิบายให้ฟังนะ

ก่อนที่จะรูว่า บลาสและ สตาร์เตอร็ไว้ทำไร เราก็ควร จะรู้ ก่อนว่า ไอ้ หลอด ฟลูออเรสเซนท์ มันมีคุณสมบัติอย่างไร

หลอดฟลูออเรศเซนท์ มันเป็นพวกหลอดก๊าซ ซึ่ง จะมี plat อยู่สองด้าน และมีก๊าซอยุ่ตรงกลาง โดยโครงสร้าง ของ หลอดก็จะเที่ยบได้กับ capacitor ที่มีได้อีเล็กตริก เป็น ก๊าซนะ อืม มาถึงตรงนี้ ชาวเด็กไฟ ก็คงจะ เริ่ม get อะไรนิดหน่อยแล้ว นั้นก็คือ ว่า ถ้าเราเอา หลอดไฟต่อ กับ ไฟ AC ก็จะทำให้เกิด power factor ขึ้น ซึ่งจะเป็น แบบ lead นะจ๊ะ โดยเหตุนี้เอง กระแสก็จะไหลมาขึ้น เพื่อ จะได้ให้ power ตามที่เราต้องการ

แล้วถ้าจะแก้ power factor ละต้องทำงัย อันนี้เด็ก ไฟ ก็คงรู้อีก ในกรณีที่เกิด lead เราก็ต้องแก้ power factor ด้วย L นะครับ เพื่อจะ ปรับ ให้power factor มันเป็น 1 จากตรงนี้เอง เราเลยต้องใช้ บลาส นะครับ เพราะ บลาสก็คือ L นั้นเองนะ

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เราใช้บลาสเพื่อ ให้ หลอด ดึงกระแส น้อยลง เพราะถ้าไม่ใช้ บลาสจะต้องดึงกระแส เยอะมาก ถึงจะสว่างได้ แต่โดยมากจะไม่ติดเพราะกระแสไม่พอ และปัจจัยอื่นอีก จากตรงนี้ เลยอยากให้เพื่อน สังเกตนะครับว่า มั้นไม่ได้เพื่มแรงดันแต่อย่างได้ มันไม่ใช้ tranformer นะ

ok ต่อมาก็ startor จากที่พูดมาเหมือน ว่าเราไม่จำต้องมี stator เลย ถ้าไม่มี stator มันจะติดไหม คำตอบก็รู้กันอยุ่ว่าไม่ติด เพราะว่า ไม่มีตัวจุด ฉลวน ไม่ตัวมี start ที่ต้องใช้ start ก็ เพราะคูณสมบัตของเจ้าหลอดก๊าซ อีกนั้นแหละ ถ้าใครเรียน สายวิทย์มาคงจำได้ พลังงานที่ให้ electron มันเปรียน ระดับพลัง งาน ซึ่ง ในหลอด ฟลูออเรสเซน นั้นถ้าเราใช้ แรงดันไฟฟ้า 220 โวล์ จะไม่เพียงพอต่อการทำให้ เกินการกระโดดข้าม ระดับพลังงาน แล้วก็เปล่งแสงออกมาได้ เราตอ้งใช้การทำให้ plate ร้อน โดยการใส่ความร้อน อันนี้เป็นวิธีแรก ซึ่งเขาใช้กัน ในพวก หลอด ก๊าซ ซึ่งใช้ในเครืองเสียง สมัยโบราณโน้นๆ แต่บ้างคนยังชอบอยู่ แต่สำหรับ หลอดฟรูออเรสเซนต์นั้น เราใช้วิธีอืน คือ ทำการ short circuit แผ่น plate ทั้งสองข้างทำให้เกิดความร้อน พอถึงระดับหนึ่งอิเล็กตรอน ในก๊าซ ก็จะแตกตัว แล้วก็จะมีแสงออกมา ถึงจุดนี้ เราก็ เอาที่ short circuit ออก ตัว stator ก็ทำหน้าที short circuit นี้เองละครับ ท่าน

คิดว่าคงถึงบ้างอ้อกันแล้วเนอะ เพราะพี่เองก็เคยสงสัยมาก่อน
Thu, 18 Apr 2002 01:20:08 - 97217597  

[15] ยังตอบไม่หมดเลย นิเนอะ
บาลาสอิเล็กทรอนิกส์ ใช้วงจ อิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ power factor นะจ๊ะ มันรวม stator เข้าไป ในวงจรเลย
ข้อดีคือ ให้แสงที่นิ้งขึ้น เพราะ สร้างความถี่ใหม่ไปขับหลอด แล้วก็ใช้พลังงานน้อยลงเพราะไม่เสียความร้อนไปกับขดลวด L

ข้อเสียคือ จะสร้าง สัญญาณ รบกวนเข้าไปในสายไฟ ซึ่งจะไปรบกวนเครืองใช้ที่เป็น analog ได้เช่น เครืองขยายเสียง
Thu, 18 Apr 2002 01:35:15 -   

[16] งั้นพวกที่เล่นเครื่องเสียง/ห้องอัดเสียงก็ควรหลีกเลี่ยง
Thu, 18 Apr 2002 08:38:26 -   bact'

[17] ว่าแต่พี่ช่างเอกตอบเป็นฉากๆ เลยแฮะ thx thx
Thu, 18 Apr 2002 08:40:17 -   bact'

[18] สำหรับเครือง เสียงคุณภาพดี ๆ หน่อย ตรง สาย power จะมี filter ช่วยกรอง สัญญาณ รบกวน อยู่นะครับๆ ตรงนั้นก็จะช่วยได้
Fri, 19 Apr 2002 06:34:00 -   

[19] ถามพี่ช่างเอกว่า...
ถ้าไม่เรียนcircuit แล้วเรียรแต่
emw, signal&system, prin of comm,... อะไรพวกนี้ จบไปสามารถไปทำงานtelecomm ได้มั้ย แล้วทำได้ดีพอๆ กับคนเรียนcircuitมั้ย
คืออยากรู้ว่าจริงๆ แล้วสำหรับวิศวะสื่อสารเนี่ย circuit มันจำเป็นด้วยเหรอ เพราะยังไงก็ซื้อมาใช้อยู่แล้ว ไม่ได้สร้างเอง ที่สำคัญน่าจะรู้ระบบnetwork น่าจะพอ จริงหรือเปล่า???
Mon, 22 Apr 2002 09:04:39 -   

[20] หากน้องจะคิด แต่ซื้อมา ใช้ หรือ ซื้อมา ขายไป ประเทศชาติเราก็คงเป็น ทาสทางด้าน เทคโลยีตลอดไป

ถามกลับไป ทำไม ไอ้ AIS มันถึง ไม่คิด จะทำมึอ ถึอ ขึ้นมาบ้างละ ทำไมต้องซื้อมาขายไป

ก็แล้วแต่คนนะ พี่ช่างเอก อยากให้คนไทย ทำเองคิดเองได้นะ ชาตินิยม
Thu, 25 Apr 2002 04:33:42 -   

[21] สำหรับ คนที่ไม่อยากเรียน circuit ก็ตามใจนะครับๆ คนเราจะเก่งได้ไม่จำเรียนวิชานี้แล้วจะเก่งหรอกครับ คนที่เขาเก่งได้ เขาไปศึกษาเพิ่มเติมเองก็ได้ครับ ดีไม่ดี เก่งกว่าคนที่มันเรียนมาอีก
Thu, 25 Apr 2002 04:36:39 -   

[22] ผมอยากรู้ว่า หลอดฟลูออเรสเซน กับหลอดฟอสฟอเรสเซน มีหลักการทำงานต่างกันอย่างไร ทำไมจึงนิยมเฉพาะหลอดฟลูออเรศเซน
Sat, 21 Sep 2002 10:25:47 -   

[23] เท่าที่รู้มานะ มันไม่ต่างกันนะ
ที่ต่างกันคือ หลอดนีออน กับหลอด fluorescent มากกว่า
คือพวกหลอดนีออนเขาจะใส่พวกก๊าซนีออน , อาร์กอน , คริปตอน น่ะ มันจะให้แสงที่ไม่ใช่สีขาว นิยมใช่พวกหลอดไฟโฆษณา แต่หลอด fluorescent จะใส่ phosphor ซึ่งจะให้แสงที่มีสีขาว
เผื่อใครยังไม่เข้าใจช่างเอกก็จะอธิบายง่าย ๆ ว่าหลอด fluorescent น่ะ มันจะมี 2 ขั้ว electrode อยู่ เขาจะต่อไฟ AC ผ่าน ballast คร่อมมาที่ 2 ขั้วนี้แล้วมี starter มาคร่อมอีกที ซึ่ง startor นี้มันจะเป็นสวิตซ์แบบที่ข้างจะมีโลหะที่ยังไม่แตะกันแต่ใกล้กันมาก เมื่อได้รับความร้อนมันจะเปลี่ยนสภาพมาแตะกัน พอเราเปิดสวิตซ์ไฟ มันก็จะเกิดการอ๊าคตรงโลหะที่ว่าใน startor แล้วมันจะร้อน มันก็จะมาแตะกัน มันก็จะเกิดความร้อนขึ้นใน path ของระบบ พอมันร้อนพอให้หลอด fluorescent ทำงานมันก็จะเย็นลงแล้วโลหะก็จะแยกจากกันเหมือนเดิม เป็นเหมือน time delay switch น่ะ ระยะเวลาประมาณ 2 วินาที ... more or less
คราวนี้ก็มาดูที่ขั้ว electrode ที่ว่านะ
พอ electrode ทั้ง 2 ข้างของหลอด fluorescent มันก็จะร้อนเหมือนกัน แล้วข้างในหลอด fluorescent เนี่ย มันจะมีของเหลวที่เป็นปรอทอยู่หน่อยนึง พอข้างในหลอด fluorescent ร้อนมันก็จะระเหยและเกิดการ ionize คือมันจะเกิดการเปลี่ยนชั้นพลังงาน (แสงที่เกิดขึ้นมาได้มันเกิดจากการที่ได้รับพลังงานความร้อนแล้วอะตอมของสารนั้น ๆ excite ทำให้ electron รอบ ๆ เปลี่ยนชั้นพลังงานขึ้นไป 1 ชั้น หลังงานเปลี่ยนชั้นพลังงานไปแค่ชั่วขณะมันจะกลับลงมาที่ชั้นพลังงานเดิมแล้วคงเหลือพลังงานแสงเอาไว้ นั่นก็คือแสงที่เปล่งออกมานั่นแหละ) แต่ปรอทมันให้แสง UV ซึ่งตาเรามองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงต้องใส่ phosphor เข้าไป ให้โมเลกุลของปรอทที่ระเหยวิ่งชนกับโมเลกุลของ phosphor ทำให้ phosphor ได้รับพลังงานเหมือนกัน มันก็จะ ionize และเปล่งแสงสีขาวออกมา
แล้วจากตอนแรกที่หลอด fluorescent ยังไม่ทำงานคือเหมือนมันเป็น high resistance ใช่ไหม พอมันเริ่มทำงาน หลอด fluorescent ก็จะเริ่มกลายเป็น low resistance แล้วไอ้ตัว ballast เนี่ย มันจะทำตัวเป็น current limiter ควมคุมกระแสนั่นเอง
นี่ก็คือ หลอด fluorescent ที่เราใช้กันตามบ้านเรานี่แหละ ...
Mon, 23 Sep 2002 09:23:19 -   

[24] ต้องมี ยิม ด้วยดิ

กาเมะฮิโระ ศิษย์ช่างเอกยิม
Mon, 23 Sep 2002 13:48:09 -   bact'

[25] รู้สักว่าพี่ช้างเอกจะไม่เก่งภาสาไทยนะ พิมผิดผิดถูกๆ
Mon, 22 Nov 2004 00:51:23 -   

[26] [25]
รู้สึก
ช่างเอก
ภาษา
พิมพ์
Mon, 22 Nov 2004 13:54:34 -   BozzaNova

[27] ฉานจะทำยังไงในสัญยญาเคยตกลงไว้ด้วยกันลองคบกันดูฉันคิดว่าคงทำได้ไม่เสียใจหากว่าเราไม่เข้ากันยังคบกันอยู๋แล้ววันผ่านไปหมดเลยหมดใจไปรักเธอพร้อมกันที่เธอรู้แล้วว่าฉันยังไม่ใช่ขอเป็นอย่างเดิมเธอทวงคำนั้นที่พูดไปยังเป็นเพื่อนกันเสมอ เจ็บขนาดนี้คงทำไม่ไหวที่บอกไว้ในสัญญาอาจจะหลบหายไปไม่ต้องตามหาขอเวลาให้ฉานตอนนี้ยังพบกันไม่ได้
Sat, 4 Dec 2004 19:50:16 -   

[28] คุณช่างเอก คุณรู้มั๊ยทำไมคนไทยไม่คิดประดิษฐ์เอง การเป็นนักคิดไม่ยากหรอก และมีเยอะด้วย แต่หลังจากคิดแล้วนี่สิ ปัญหาละ คือ 1.ทดลอง (เครื่องมือ วัตถุดิบ ) 2.เขียนแบบ (ใครทำให้หว่า ให้คนอื่นทำก็กลัวมันเอาไปกิน) 3.อธิบาย(เขียนยังไงหว่า ) ข้อ 2 และ 3 ต้องมีปริญญามากๆ แค่ 3 ขั้นตอนนี้ใครไม่เคยเจอไม่รู้หรอก หลังจากเสร็จ 3 ขั้นตอนนี้แล้ว ไปจดสิทธิบัตร ขอเตือนให้เปลี่ยนชื่อ เช่น วิลเลี่ยม โยชะดะ หรือย้อมผมคล้ายฝรั่ง (มังคุด แตงโมไม่เอา)หรือ ญี่ปุ่นยิ่งดี (เพราะมันจะดูน่าเชื่อถือ) ไม่งั้นจะเจอคำถามคันๆมันๆ ขั้นตอนที่บอกทุกอย่างเสร็จละ แล้วคุณช่างเอกจะทำยังไงต่อไปครับ ผลิต เงินทุนละ ตลาดละ นายทุนที่ไหนใครจะกล้าเสี่ยง ขนาดผมพอมีทุนจะผลิต ( แต่ถ้าพลาด คงไปขายเต้าฮวยแน่ ) ยังเหนื่อยแทบตายเลย นี่ถ้าเป็นชาวบ้านกินเงินเดือนพวกเขายิ่งไม่ตายเข้าไปใหญ่เหรอ
Tue, 10 Jan 2006 05:22:09 -   

[29] นั่นดิ่
Tue, 10 Jan 2006 06:00:14 -   

[30] บอกวิธีซ่อมหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนหน่อยค่ะ
Wed, 1 Mar 2006 06:47:05 -   

[31] วิธีการซ่อมหลอดฟลูออเรสเซนอย่างไรบ้าง
บอกขั้นตอนโดยละเอียด
Wed, 1 Mar 2006 06:48:04 -   

[32] ส่วนประกอบของหลอดฟลูออเรสเซนมีอะไรบ้างคะ
Sun, 16 Jul 2006 11:06:25 -   

[33] [5] ถูกต้องนะคร้าบบบ
Sun, 16 Jul 2006 15:00:52 -   Someone

[34] ขอบคุณมากนะ เราหาอยู่พอดี
แต้งๆๆค่ะ
Tue, 5 Sep 2006 13:54:33 -   Ultrapouy

[35] ขอบคุณมากนะคุณกาเมะฮิโระ
ขอบคุงๆๆๆๆๆๆ
Tue, 5 Sep 2006 13:55:50 -   Ultrapouy

Please login to reply.


Click here to login.

 digiboard 0.42 by digitalboom.org since 2001, NOT.SIIT.NET