NOT SIIT.NET webboard / read message
This is it.

topic id 46156 | forum talks | read 777 | answer 0

มาบำบัดอาการปวดและฟื้นฟูกระดูก


มาบำบัดอาการปวดและฟื้นฟูกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อกันเถิด


ร่างกายของมนุษย์เรามีการใช้งานกันอยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนไหวของข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกาย มีการเคลื่อนไหว ไปในทิศทางต่างๆตามต้องการ การใช้งานของเนื้อเยื่อดังกล่าวที่มากเกินไปอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ถูกวิธีหรือขาดการดูแล (ขาดการออกกำลังกายที่ถูกต้อง) ทำให้เกิดการหดเกร็ง สึกหรอ อักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูก จนเกิดอาการปวด ตามมาได้


อาการปวดกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ เป็นอาการที่พบบ่อยในภาวะสังคมที่ต้องทำงานกันเกือบตลอดเวลา เช่นในปัจจุบันนี้ อาการปวดนี้พบได้กับคนทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย พอๆกับอาการตัวร้อน ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ของโรคหวัดเลยทีเดียว ถ้าหมอจะถามว่าใครเคยปวดหลัง ปวดคอ ปวดแขน ปวดเข่า ปวดขาฯลฯ บ้าง คิดว่าในช่วงชีวิตของทุกคนต้องเคยปวดสักครั้งหนึ่งมาก่อนแล้วทั้งนั้น ประสบการณ์ของการปวดแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางคนก็แค่เมื่อยๆ บางคนปวดเป็นๆหายๆ บางคนปวดจนรุนแรงลุกเดินไม่ได้ หรือประกอบกิจวัตรประจำวันไม่ได้เลย
คุณผู้อ่านคะ คุณเคยมีอาการต่างๆดังนี้ หรือไม่คะ


ปวดที่บริเวณหัวไหล่ หรือสะบัก

หลังแข็ง ขยับหรือเอี้ยวตัวไม่ได้

ปวดเมื่อยต้นคอ คอแข็ง เอี้ยวคอไม่ได้

ปวดเมื่อยต้นแขน ปลายแขน

ชาปลายนิ้วมือ หรือนิ้วเท้า

เวียนศีรษะบ่อยๆบางครั้งคลื่นไส้

ปวดเมื่อยๆที่เอว ปวดหลังเมื่อยๆหรือตึงๆหลัง

เดินนานๆแล้วขาไม่มีแรง

นั่งคุกเข่าไม่ได้ นั่งแล้วลุกไม่ขึ้น เข่าอ่อน

มีเสียงดังในเข่า เวลางอหรือเหยียดเข่า

ปวดเข่า

ปวดข้อศอก

ปวดนิ้วมือ ตอนเช้าๆกำมือไม่ค่อยได้

นิ้วมืองอค้าง เหยียดออกไม่สะดวก

ปวดหลังร้าวไปสะโพกเป็นบางครั้ง ฯลฯ

อาการต่างๆเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าคุณมีปัญหาของกระดูกข้อและกล้ามเนื้อแล้วหล่ะคะ
ทำไมจึงปวดนะ?

คุณ..... เป็นผู้มีอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือไม่?

คุณ..... เคยปวดกระดูก ข้อ หลังและคอหรือไม่?

คุณ..... เป็นคนอ้วนที่ปวดเข่าและข้อหรือไม่?

คุณ..... เคยมีไหล่ติด ปวดขัดบริเวณหัวไหล่ หรือไม่?

คุณ..... เป็นสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ปวดหลัง หรือไม่?

มาค้นหาคำตอบกันเถิดค่ะ ว่าเกิดจากสาเหตุใด และมีแนวทางการรักษาอย่างไร
สาเหตุของอาการปวดจริงๆแล้วมีมากมายมากกว่า 100 โรค แต่หมอขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆเป็นหัวข้อใหญ่ๆดังนี้


สาเหตุที่ 1 อิริยาบท หรือท่วงท่าในการทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่ถูกต้อง เช่น คนที่นั่งทำงานในลักษณะก้มคอ อยู่นานๆ จะปวดคอ หมอฟันที่ต้องก้มคอทำฟันทั้งวันก็จะทำให้ปวดคอได้ ช่างทาสี ช่างไฟที่ต้องเงยคอทาสี หรือเดินสายไฟทั้งวัน จะปวดคอได้หรือ “นอนตกหมอน”ที่ได้ยินบ่อยๆก็เกิดจากท่านอนผิดปกติ หรือหมอนที่ไม่ได้รูป ผิดสุขลักษณะ แม่บ้านที่ยกของหนักขณะไปจ่ายตลาด จะปวดไหล่ได้ คนที่ก้มๆเงยๆ ยกของหนัก นอนบนฟูกที่อ่อนนุ่มเกินไป นอนบนเก้าอี้ผ้าใบที่ทำให้กระดูกสันหลังโค้งอยู่เป็นเวลานาน จะทำให้ปวดหลังได้ ผู้สูงอายุที่นั่งยองๆนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบจะปวดเข่าได้


สาเหตที่ 2 คือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป หรืออ้วนเกินไป จะทำให้เกิดปัญหาปวดได้ คนที่อ้วนจะพุงยื่น หลังแอ่น ทำให้เกิดอาการปวดหลัง น้ำหนักตัวที่มาก กดลงบนหัวเข่า กระดูกขา กระดูกส้นเท้า ก็จะปวดตามมาด้วย



สาเหตุที่ 3 คือกระดูกและข้อเสื่อมไปตามวัย เนื่องจากเขาใช้ข้อต่ออย่างไม่ปรานีปราศรัยใน วัยเด็กและ วัยหนุ่มสาว เรากระโดดโลดเต้นอย่างไม่หยุดยั้ง นั่งตัวเบี้ยวในท่าใดท่าหนึ่งเป็นชั่วโมง ก้มๆเงยๆในการ ทำกิจวัตรประจำวันทุกวัน โดยอาการจะเริ่มเมื่ออายุประมาณ 30ปีขึ้นไป เริ่มมีกระดูกงอก หรือที่เรียกว่า “ หินปูน” ซึ่งถ้าหินปูนนี้ไปเสียดสีกับเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆทำให้เกิดอาการปวด และที่รุนแรงคือ กระดูกงอกนี้ ไปเสียดสีกับเส้นประสาทที่คอที่หลัง ทำให้เกิดอาการปวดคอ เสียวร้าวไปบ่าหรือแขน ปวดสะบักหรือที่เรียกว่า “สะบักจม” ปวดหลัง เสียวร้าวไปสะโพกหรือปลายขา ปวดเข่า นั่งคุกเข่าไม่ได้ เนื่องจากหินปูนไปขัดอยู่ หรือบางรายนั่งแล้วลุกไม่ขึ้น จากการสะดุดหินปูน จะปวดเข่ามาก การเสื่อมนี้นอกจาก จะเป็นไปตามวัยแล้ว การเสื่อมเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยปกติข้อต่อประกอบด้วยปลายกระดูกแข็ง 2 ชิ้น ที่มีกระดูกอ่อนบุอยู่มาชนกัน โดยมีน้ำเลี้ยงข้อต่อและพังผืดหุ้มข้อ คอยให้อาหารและป้องกันการ บาดเจ็บของข้อต่อนั้น กระดูกอ่อนทำหน้าที่รองรับน้ำหนักเช่นเดียวกับโชกอัพของรถยนต์ และเนื่องจาก ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง ออกซิเจนและอาหารต่างๆต้องอาศัยการซึมผ่านน้ำเลี้ยงข้อต่อเข้าไป การซึมผ่านของอาหารนั้นต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อนั้นอย่างสม่ำเสมอและไม่หักโหมจนเกินไป
การเสื่อมของข้อต่อเร็วกว่าปกตินั้น เกิดจากการใช้ข้อต่อเหล่านั้นอย่างไม่ถูกต้อง มีท่าทางและอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุสำคัญที่พบมากที่สุด ส่วนสาเหตุอื่นๆคือ เคยมีข้ออักเสบจากโรคข้อ เช่น รูมาตอยด์ เกาท์ฯลฯ หรือเคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อนั้นๆมาก่อน เคยเข้าเฝือกไว้นานๆข้อต่อนั้นจะขาดอาหารและเสื่อมเร็ว ปกติอาการของข้อเสื่อมจะเป็นมากในตอนตื่นนอนเช้า จะรู้สึกว่าขัดๆในข้อต่อ ข้อฝืด ข้อแข็ง เมื่อขยับข้อไปมาอาการจะดีขึ้น



สาเหตุที่ 4 หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนที่พบในรายที่ปวดหลัง หลังจากผู้ป่วยก้มตัวยกของหนักจนเกินไป แรงที่กดบนหมอนรองกระดูกนี้ ทำให้หมอนรองกระดูกโป่งหรือเคลื่อนไปกดเส้นประสาทไขสันหลัง เกิดอาการปวดร้าวไปตามด้านหลังของขา จะเกิดอาการหลังแข็งไม่สามารถก้มและเงยลำตัวได้ บางรายมีการกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรงจนกระทั่งกล้ามเนื้อข้อเท้าหรือนิ้วเท้า อ่อนแรงจะต้องรีบรักษาโดยด่วน


สาเหตุที่ 5 ที่พบมากเช่นกันในสังคมกรุงเทพฯ ปัจจุบันคือ อารมณ์ตึงเครียดจะทำให้เกิดอาการเกร็งตัว ของกล้ามเนื้อได้ เช่น นั่งขับรถนานๆรถติดมากๆจะปวดคอ ปวดหลังได้ นอกจากปัจจัยเรื่องอิริยาบถไม่ถูกต้อง แล้ว ความเครียดก็ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวได้เช่นกัน



สาเหตุที่ 6 คือโรคข้ออักเสบต่างๆที่มีอยู่มากมายที่พบบ่อยคือ รูมาตอยด์ โรคเกาท์ ซึ่งต้องวินิจฉัยอย่างละเอียด และแม่นยำ เนื่องจากเป็นโรคที่ใช้ยาเฉพาะในการรักษา มักจำเป็นต้องเจาะเลือดและฟิลม์ เอกซเรย์ กระดูกดูด้วย



สาเหตุที่ 7 คือความผิดปกติของกระดูกแต่กำเนิด เช่นขาสั้นยาวไม่เท่ากัน เวลาเดินจะปวดได้ ตั้งแต่คอ หลัง สะโพก คนที่กระดูกสันหลังคด จะปวดหลัง ปวดคอได้



สาเหตที่ 8 คือเป็นโรคของระบบอื่นๆแต่มีอาการปวดได้ เช่นปวดเอวจากเป็นโรคไต อาจวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกได้ ต่อมลูกหมากโต มดลูกอักเสบ จะเกิดอาการปวดเอวได้ หูน้ำหนวกอักเสบของช่องหู จะปวดคอได้ โรคไมเกรนจะปวดต้นคอได้ ซึ่งไม่รักษาที่สาเหตุอาการปวดเหล่านี้จะไม่หาย ดังนั้นการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำสำคัญมาก



สาเหตุที่ 9 เป็นสาเหตุสุดท้ายที่หมออยากจะฝากไว้ คือ โรคกระดูกโปร่งบาง หรือกระดูกพรุน ในผู้สูงอายุโดยเฉพาะสตรีในวัยหมดประจำเดือน

“โอ๊ย! ปวดจัง” เมื่อมีอาการปวดคุณจะทำอย่างไรดี?


จะเห็นว่าโรคปวดกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ มีสาเหตุมากมาย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวด คุณควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่โรคจะลุกลามเป็นมากขึ้น เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร และหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้องต่อไป


แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายอาจร่วมกับการ x-ray หรือเจาะเลือดในบางราย เพื่อทราบสาเหตุที่แน่นอนก่อนว่าเป็นโรคอะไร จึงค่อยทำการลดอาการปวด โดยอาจให้ยาระงับอาการปวดในระยะแรก โดยยาระงับอาการปวดนี้จะมีฤทธิ์ลดการอักเสบร่วมด้วย การให้ยาควรให้เพียงระยะสั้นๆเท่านั้น เนื่องจากพึงระวังในฤทธิ์ข้างเคียงของยา การรักษาจะใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งมีอยู่หลายวิธีขึ้นกับสาเหตุ เช่น ถ้าเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม มีหินปูนมาพอกที่กระดูกคอ จากกลไกการซ่อมแซมของร่างกาย เกิดเป็นแคลเซียมหรือหินปูนมาพอก จะเกิดอาการปวดขัดๆที่คอเวลาเอี้ยวคอ บางครั้งมีคอแข็ง เมื่อยๆคอ เวลาตื่นนอนเช้า บางรายนี้หินปูนไปกดทับหรือระคายเคืองเส้นประสาทที่ออกมาจากกระดูกคอแต่ละชิ้น ทำให้เกิดการเสียวร้าวจากคอไปที่สะบักหรือปลายแขนได้ การรักษาจะใช้การดึงคอ เพื่อแยกหินปูนที่กดทับอยู่ออกจากเส้นประสาท เป็นการแก้ไขที่สาเหตุโดยตรง และแยกหินปูนที่ขัดกันออกจากกัน ทำให้อาการปวดคอ คอแข็งลดลง การกินยาเป็นการแก้ไขปลายเหตุ พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาปวดใหม่อีก


ในรายที่กระดูกสันหลังเสื่อมก็เช่นเดียวกัน ผู้ป่วยมีอาการปวดขา หลังแข็ง ปวดหลังเสียวร้าวไปก้นกบ สะโพก หรือน่องและปลายขา จากการที่หินปูนไประคายเคืองหรือกดทับเส้นประสาท การรักษาจะใช้การดึงหลัง
การดึงหลังและดึงคอนี้ จะต้องมีการจัดท่านั่งและท่านอนที่เหมาะสม และให้แรงดึงที่พอเหมาะกับระดับของหินปูนที่ทำให้เกิดอาการปวดคอ และปวดหลังว่าอยู่ที่กระดูกสันหลังระดับข้อที่เท่าใด เพื่อให้การรักษาได้ผลดีการให้โปรแกรมการรักษา ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู


การดึงคอและดึงหลังนี้ ถ้าสามารถทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3-4สัปดาห์ขึ้นไป โอกาสที่หินปูนจะกลับมาชนกันอีกจะน้อยมาก แต่สำหรับอาการปวดนั้นคนไข้จะรู้สึกว่าปวดน้อยลงเมื่อทำการดึงไปแล้ว เพียง2-3วัน บางรายเมื่ออาการปวดลดลง ก็ไม่กลับมาดึงต่อ ทำให้กลับมาปวดใหม่อีก แล้วคิดไปว่าการรักษาไม่ได้ผล โรคปวดเป็นโรครักษาไม่ได้ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้ามาดึงต่อเนื่องอีกสักระยะ โอกาสที่กระดูกที่แยกออกจากกันจะกลับมาชนกันใหม่จะน้อยลง อาการปวดก็จะหายได้


นอกจากนี้ยังมีการใช้ความร้อนทั้งตื้นและลึก เพื่อช่วยลดอาการปวด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น กระเป๋าน้ำร้อน กระเป๋าไฟฟ้า ซึ่งเป็นความร้อนชนิดตื้น เครื่องอุลตราซาวน์ เครื่องมือ Short Wave ซึ่งเป็นเครื่องมือให้ความร้อนชนิดลึก จะมีข้อดีกว่าเนื่องจากลงไปได้ถึงกล้ามเนื้อที่อยู่ลึก และเข้าไปถึงข้อต่อส่วนที่มีการอักเสบอยู่ได้ แต่ผู้ป่วยต้องมาทำการรักษาที่โรงพยาบาล ไม่สามารถประคบร้อนเองที่บ้านได้เหมือนการใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือกระเป๋าไฟฟ้า เนื่องจากเครื่องมือราคาแพง และผู้ใช้ต้องมีความรู้ความชำนาญในการใช้

นอกจากนี้ยังมีการลดการปวดโดยการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาทที่ผิวหนัง กลไกการยับยั้งการปวดโดยการหลั่งสารเคมีที่มีฤทธิ์ลดอาการปวด
ปัจจุบันเริ่มหันมานิยมการใช้วารีบำบัดในคนไข้โรคปวด นั่นคือ การออกกำลังกายในน้ำ หรือแอโรบิคในน้ำจะเหมาะมากในคนไข้โรคปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดเข่า แรงพยุงในน้ำจะช่วยให้น้ำหนักตัวไม่ตกลงบนข้อที่ปวดและแรงต้านในน้ำ จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น

ในผู้ป่วยที่ปวดมือ ปวดแขน ปวดส้นเท้า ฝ่าเท้า อาจใช้วิธีแช่น้ำอุ่น น้ำวน น้ำที่มีอุณหภูมิสูงจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ช่วยลดการอักเสบได้ น้ำวนจะมีฤทธิ์ช่วยบีบนวดกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ดี จะช่วยลดบวมได้
ในผู้ป่วยบางรายอาจพิจารณาใส่กาย อุปกรณ์ช่วยพยุงข้อ เช่น ในรายที่ปวดคอจากรถเบรคกระทันหันมีการเคลื่อนของข้อต่อ กระดูกคอหรือนอนตกหมอน ผู้ที่ปวดเอวมากอาจต้องใส่เสื้อเกราะพยุงเอว หรือคนไข้ที่กระดูกโปร่งบาง และมีกระดูกสันหลังยุบตัว ควรใส่เสื้อเกราะพยุงกระดูกสันหลังไว้ ผู้ป่วยที่ปวดเข่าจากเข่าเสื่อม เอ็นข้อเข่าฉีกขาดอาจต้องใส่ที่พยุงข้อเข่า อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยพยุงข้อต่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวมากเกินไป ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเป็นรายๆไป ผู้ป่วยไม่ควรไปหาซื้อเอง ถ้าเลือกรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับพยาธิสภาพที่มีอยู่ เมื่อใส่แล้วอาจทำให้ปวดมากขึ้น หรือกระดูกส่วนอื่นๆเสื่อมมากขึ้นได้


ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งของการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู คือ เมื่ออาการปวดดีขึ้นแล้ว เราจำเป็นต้องฟื้นฟู กระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อไม่ให้กลับมาปวดอีก โดยการเรียนรู้อิริยาบท หรือท่วงท่าที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน และหมั่นออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ
การบริหารร่างกายนั้น ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง ถูกท่าทาง ถูกขั้นตอน และถูกจังหวะเวลา อาการปวดก็จะดีขึ้น แต่ถ้าทำผิดท่าผิดเวลา อาการปวดจะมากขึ้นได้ จึงควรบริหารตามคำแนะนำทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น


“คุณผู้อ่านที่รักค่ะ โรคปวดเมื่อรักษาจนหายแล้ว สามารถปวดขึ้นมาใหม่ได้อีก เช่นเดียวกับโรคหวัด นั่นคือ เมื่อคุณไปทำท่วงท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะขณะทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวัน ก็เปรียบเสมือนคุณได้รับเชื้อหวัด โดยถ้าขณะนั้นกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อบริเวณที่ปวดอ่อนแอ (ขาดการออกกำลังกาย และขาดการบริหารกล้ามเนื้อ) ซึ่งเปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันของร่างกายที่อ่อนแอลง คุณก็มีโอกาสปวดขึ้นมาใหม่ เหมือนกับการเป็นหวัดขึ้นใหม่อีกครั้งนั่นเองค่ะ”ฉะนั้นควรหมั่นออกกำลังกาย และบริหารเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของข้อต่อ เพื่อป้องกันโรคปวดนะคะ
ด้วยความปรารถนาดีถึงผู้อ่านทุกท่านค่ะ
Wed, 23 Jul 2008 15:37:30 -   sirwilliams43054 ®

Please login to reply.


Click here to login.

 digiboard 0.42 by digitalboom.org since 2001, NOT.SIIT.NET