NOT SIIT.NET webboard / read message
This is it.

topic id 50417 | forum talks | read 2221 | answer 10
อยากถามว่า พี่ๆ SIIT
พอจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ
ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Monbukagakusho บ้างรึเปล่า
อย่างเช่น
การสอบยากมั้ย
ต้องเตรียมตัวยังไง ถ้าจะไปสอบ
และ นักเรียน IT ไปสอบได้หรือไม่
Tue, 11 Aug 2009 20:56:37 -   etc ®

[1] ปี 4 ที่ สอบติดแล้ว

ช่วยมมาตอบ น้องเค้าหน่อย เร็ว
Tue, 11 Aug 2009 22:41:04 -   BoyAdvance ®

[2] ตะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ _้อมง
Tue, 11 Aug 2009 23:53:49 -   Platinumshadow ®

[3] รอเทพนิกกี้(ที่ไม่ได้หัวถั่ว)มาตอบ
Wed, 12 Aug 2009 02:46:24 -   Tz ®

[4] ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆและน้องๆที่ผ่านการคัดเลือก ที่จะไปเรียนที่ญี่ปุ่น ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ในปีหน้านะ
ช่วงนี้คงจะเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจ ทางเดินอีกก้าว ที่อาจจะหนักหน่วง สำหรับน้องๆ บางคน ก็ขอให้คิดให้เต็มที่ ให้ได้ คำตอบที่ถูกต้อง

ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Monbukagakusho มีสองแบบ คือ แบบที่ สมัครผ่านสถานฑูต(เอมบ๊าสซี่ เร๊กคอมเมนด์)และแบบที่สมัครผ่านมหาวิทยาลัยที่มีข้อตกลงร่วมกัน (ยูนิเวอร์ซิตี้ เรกคอมเมนด์) ขั้นตอนการสมัคร การสอบ ระยะเวลาการให้ทุน และรายละเอียดอื่นๆ จะไม่เหมือนกันเลยนะ

แบบแรก สมัครผ่านสถานฑูต
จะเปิดรับสมัคร เร็วกว่าทุนอื่นมากๆ คือในช่วง เดือนพฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งจะอยู่ในช่วงเปิดเทอมแรก
คนที่มีสิทธิ์สมัคร จะต้องมีสัญชาติไทย มีเกรดเฉลี่ยจนถึงวันสมัครไม่น้อยกว่า 3.50/4.00 แต่ถ้าไม่ถึงนั้น ก็จะต้องมีผลสอบภาษาญี่ปุ่น มาด้วย
หลักฐานที่ต้องใช้จะต้องเตรียมไปให้ครบ บางอย่างต้องใช้เวลาขอนาน จัดสรรเวลาให้ดี
- Transcript of Record
- ใบรับรองว่าจะจบก่อนวันเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น
สองอันนี้ กะวันเวลาให้ดี ที่เค้าบอกว่า สามวัน อาจจะต้องเห็นใจ พี่ๆ เค้า เผื่อวันไว้ด้วย
- Recommendation Letter -- อันนี้ก็ใช้เวลา อย่าให้พลาด เพราะ อ.เขียนให้ไม่ทันนะ
- Application Form -- ในใบสมัคร จะมีช่องที่ให้กรอก ว่า อยากไปเรียนที่ไหน ควรใช้เวลาศึกษา ให้ดี เพราะ ถ้า ต้องเข้ารับการสัมภาษณ์ เค้าจะถามเราเกี่ยวกับที่เรากรอกไปนี่แหละ
พร้อมแล้วก็เอาไปส่งที่สถานฑูตญี่ปุ่น กรุงเทพ ไกล้สวนลุมพินี หรือ ที่เชียงใหม่ ก็ได้

ถ้าสมัครได้แล้ว ทันเวลา ต้องสอบข้อเขียนนะ ข้อสอบข้อเขียน ยากมาก ต้องอ่านไปดีๆ เค้าไม่ออกยาก ได้ข้อสอบมา อ่านโจทย์รู้เรื่องแน่นอน แต่จะแก้ยังงัย ประมาณนั้น สอบที่วิศวะฯ จุฬาฯ ไปให้ทันเวลา
การเตรียมตัวสอบนอกจากอ่านทวนที่เรียนไปแล้วเนี่ย อีกอย่างก็คือ หาข้อสอบเก่ามาลองทำนะ ข้อสอบหาได้กับ รุ่นพี่ๆ ที่ไปสอบมา หรือ หาในเน็ตก็ย่อมได้ ข้อสอบเก่านี้ ถึงจะเอามาดูเนื้อหาที่ออกไม่ได้ เพราะคนออกข้อสอบ เปลี่ยนเนื้อหาที่ออก ทุกปี แต่ที่ยังเหมือนเดิม คือระดับความยาก/ง่าย นะ

ส่วนคำถาม นักเรียน ไอที ไปสอบได้ไหม จริงๆ แล้วมีรุ่นพี่ไอที รหัส 47 อยู่ที่ญี่ปุ่น อย่างน้อย 1 คน เป็นคำตอบของข้อนี้

จำนวนที่รับ ต่อปีสำหรับระดับบัณฑิตศึกษา คือ 50 คน แบ่งเป็นสายเทคโนโลยี และสาย สังคม อย่างละครึ่ง

แบบที่สอบ สมัครผ่านมหาวิทยาลัย
อยากเน้นเรื่องทุนแบบนี้มากกว่า เพราะคณะเรามีโอกาสได้สูง โดยดูจาก จำนวนรุ่นพี่ ที่เรียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้ จะมาจากแบบที่สองนี้ อาจจะมากกว่า แบบที่สมัครผ่าน สถานฑูต เสียด้วยซ้ำ
แบบนี้ต่างอย่างไรกับแบบแรก?
แบบนี้ต้องคอยติดตามเอกสารที่ทางมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ส่งมาที่คณะ/ภาควิชาของเราเอง คนที่สนใจ สามารถสอบถามอ.ได้ทุกช่วงเวลา อ.เค้าจะมีหนังสือ เก่าๆ ของปีที่แล้วอยู่แล้ว และข้อกำหนดต่างๆ ก็จะไม่ต่างกันมากในแต่ละปี
แบบที่สองจะเดินทาง ช่วงเดือน ตุลาคม ทำให้เรามีเวลาเตรียมตัว เรียนภาษาที่ประเทศไทยถึง หกเดือน ก่อนเดินทาง อาจจะทำให้เมื่อไปถึงญี่ปุ่น นักศึกษาจากทุนประเทศนี้มีความพร้อมด้านภาษามากกว่าแบบแรก ที่เดินทาง หลังจบการศึกษาทันที
แต่.... ด้วยเหตุนี้เอง ทางญี่ปุ่นเลย ให้ความท้าทายมากกว่า ผู้รับทุนแบบแรก เช่น อาจจะต้องดำเนินการบางอย่างเมื่อมาถึงด้วยตนเอง เช่นการทำใบต่าด้าว, การเปิดบัญชีธนาคาร, หรือการหาหอพักในบางกรณี
อาจจะดูว่า ยาก แต่จริงๆแล้ว หากมีการเตรียมตัว และการประสานงานที่ดี ก็สามารถทำบางเรื่องได้ตั้งแต่ก่อนไปถึงประเทศญี่ปุ่น เช่นการประสานงานเรื่องที่พักเป็นต้น
ส่วนเรื่อง ผลประโยชน์อื่นๆ เช่น เงินทุน แต่ละเดือน นั้น ได้เท่ากับ นักศึกษาในแบบแรกเลย
เอกสารที่ใช้สมัคร และคุณสมบัติที่ต้องการ ไม่เหมือนกันทั้งหมด ในแต่ละมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษา ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจ...

สำหรับน้องที่สนใจทุนฯ โดย เฉพาะ แบบ ที่สอง และอยากคุยกับรุ่นพี่ในรายละเอียดชีวิตในญี่ปุ่น และอื่นๆ ช่วงนี้มหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่น อยู่ในช่วงปิดการศึกษาภาคฤดูร้อน มีพี่ที่ได้รับทุนเดินทางกลับมา ไปคุยกับพี่เค้าได้ ลองสอบถามได้จากรุ่นพี่ ในคณะ/ภาควิชา

ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ศึกษาได้จาก Google: mext thailand
Wed, 12 Aug 2009 13:21:42 -   susss ®

[5] เว็บอ.ชลวิชคับ
http://cholwich.org/wordpress/tag/monbukagakusho-scholarship/
Wed, 12 Aug 2009 13:22:39 -   susss ®

[6] [1],[2] ใจเย็นคับ อย่าเพิ่งสปอยล์

รายละเอียดของ Monbukagakusho ที่คุณ susss ให้ไว้นั้นค่อนข้างละเอียดเลย พี่จะขอเพิ่มเติมในส่วนประสบการณ์การสอบทุนนี้ล่ะกันเน่อ

อย่างที่ mentioned ไว้ข้างบนแหละคับ ทุน Mon มีสองประเภทใหญ่ๆ คือผ่านสถานทูต กับผ่านทางมหาวิทยาลัย
สำหรับน้องที่สนใจสมัครผ่านสถานทูตนั้น อาจจะต้องเตรียมตัวเร็วซักหน่อยนะคับ เพราะเปิดรับสมัครเร็วมาก ประมาณเดือนมิถุนายน หลักฐานที่ใช้สมัครก็ใช้ตามที่เค้าบอกไว้ข้างบนแหละคับ...อ้อ เกือบลืมไป มีอีกอย่างที่ต้องเตรียมด้วยก็คือ study plan คับ เค้าจะให้ส่งพร้อมกับใบสมัครเลย
study plan ของน้อง ควรจะเขียนถึงสิ่งที่ตัวเองได้เรียนมาแล้ว และสิ่งที่ตัวเองอยากจะศึกษาต่อ รวมทั้งเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นญี่ปุ่น น้องควรจะค้นหาข้อมูลให้เพียงพอก่อนจะเขียนนะคับ โดยเฉพาะ Professor กับ Laboratory อันนี้น้องต้องมีไว้ในใจก่อนเลย อย่างน้อย 1-2 แห่ง study plan อันนี้จะมีผลอย่างยิ่งเลยน้อง ถ้าน้องผ่านรอบข้อเขียนไปได้ เพราะการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะอ้างอิงจาก plan คับ
ส่วนข้อสอบข้อเขียน จะเหมือนของ ม ปลายคับ มีสามวิชาคือ English, Maths, แล้วก้ออีกวิชาตามสาขา...ซึ่งของน้องพี่คิดว่าคงหนีไม่พ้น Physics ล่ะคับ ข้อสอบก็...ยากแหล่ะคับ ^ ^ ทางที่ดีน้องน่าทบทวนเนื้อหา ม ปลายซักหน่อย แล้วก็หัดทำข้อสอบเก่าด้วยนะคับ ข้อสอบเก่าหาได้ในอินเตอร์เนตคับ ถ้าน้องเตรียมตัวพร้อม บวกกับดวงเฮงอีกนิดหน่อย...คงได้ไปรอบสัมภาษณ์แน่นอน
รอบข้อเขียนเค้าจะคัด candidate เหลือแค่ประมาณ 100 คน ส่วนหลังรอบสัมภาษณ์นั้นจะคัดออกอีกครึ่งหนึ่ง เหลือแค่ 50 นะคับ ส่วนเทคนิคการสอบสัมภาษณ์ น้องลองถามรุ่นพี่ที่ได้ทุนนี้ได้เลย หรือไม่ก็เมลมาถามพี่ก็ได้นะ

เอ่อ..สำหรับทุนแบบ University recommended อันนี้น้องต้องติดตามจากแต่ละมหาวิทยาลัยนะคับ เค้าจะเปิดสมัครไม่ค่อยพร้อมกัน ทุนประเภทนี่ไม่ต้องสอบข้อเขียนคับ สอบสัมภาษณ์อย่างเดียว แถมเป็นการสัมภาษณ์ผ่านอีเมล รึไม่ก้อ video conference ด้วย ถ้ามหาวิทยาลัยที่สมัครมี MOU กับ SIIT ด้วยแล้ว อาจจะขอได้ง่ายขึ้นนะคับ แต่รายละเอียดลึกๆ เช่นว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครช่วงไหน ต้องการอะไรบ้าง อันนี้ลองถามรุ่นพี่ รึไม่ก็จากอินเตอร์เนตเอานะคับ พี่ไม่รู้จริงๆ ^ ^
อ้อ...แนะนำว่า น้องควรมีคะแนนสอบสากลเก็บไว้ด้วย เช่น TOEFL IELTS และ GRE(อันนี้บางมหาวิทยาลัย require)

จริงอยู่นะคับว่าทุนผ่านมหาวิทยาลัยได้เงินทุนเท่ากับแบบผ่านสถานทูต แถมสมัครง่ายกว่า แต่ทุนแบบหลังนี้น้องอาจจะได้รับความท้าทายมากกว่านะคับเวลาที่น้องไปถึงญี่ปุ่นแล้ว ในขณะที่ทุนผ่านสถานทูตจะจัดการให้หมด น้องแค่หาอาจารย์มห้ได้ แล้วรอบินอย่างเดียว ^ ^ นอกจากนั้นทุนผ่านสถานทูตยังเปิดโอกาสให้น้องขอทุนเรียนต่อจนถึงปริญญาเอกได้ด้วยคับ

สำหรับรายละเอียเพิ่มเติม ศึกษาได้จากเวบของสถานทูตตามนี้เลยคับ
http://www.th.emb-japan.go.jp/th/index.htm
Fri, 14 Aug 2009 22:21:01 -   GriFFiNHouND ®

[7] ขอถามนิดนึงครับ ทุนนี้สำหรับnew graduateเท่านั้นหรือครับ คนที่มีประสบการทำงาน(ที่ญี่ปุ่น)มาแล้วแต่เกรดถึง สมัครได้ป่าวครับ
Sat, 15 Aug 2009 21:11:24 -   red898 ®

[8] [6] จุ๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
Sat, 15 Aug 2009 22:29:42 -   Platinumshadow ®

[9] [7] ได้คับ แต่ต้องอายุไม่เกิน 35 นะคับ
ตอนวันที่ผมไปฟังบรรยาย ก้อยังมีหลายคนที่ทำงานแล้วได้ทุนเยอะแยะเลยคับ

ปล อย่าลืมติดตามรายละเอียดในเวบสถานทูตนะคับ
Sat, 15 Aug 2009 22:34:28 -   GriFFiNHouND ®

[10] อันนี้มาเพิ่มให้ครับ ตอนที่เลือก professor อย่าเลือกคนที่แก่เกิน !!!
ไม่งั้นเวลาอาจารย์เกษียณก่อนจบแล้วมีเฮครับ หรือไม่งั้นอาจารย์แกจะ reject เราตั้งแต่แรกที่เราส่งเมล์ติดต่อไปเลยครับ

ส่วน lab ไหนที่ฮอตฮิตมีนักศึกษาต่างชาติเยอะ ก็ให้ทำใจด้วยว่าอาจเจออาจาย์เค้าปฏิเสธมาเหมือนกัน
เนื่องจากว่าโควต้านักศึกษาต่างชาติเค้าเต็ม = ="
เพราะอาจารย์ที่รับตัวนักศึกษาต่างชาติมาจะได้เงินอุดหนุนทาง lab ด้วยทำให้เค้าต้องเวียนไปในแต่ละแล็บ

ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดได้กับคนที่ผ่านรอบสถานทูตไปครับ แต่ถ้ายื่นตรงผ่านมหาลัยอันนี้ถ้าเค้าไม่รับเค้าจะปฏิเสธมาตั้งแต่แรกแล้ว

แล้วก็ที่ญี่ปุ่น เค้านิยมใช้คะแนน TOEIC มากกว่า TOEFL ครับ ฉะนั้นสอบมาให้เรียบร้อยเลยจะดีกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม มหาลัยเอกชนบางที่ เช่น เคโอ วะเซดะ อาจต้องใช้ TOEFL หรือ GRE ด้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละภาควิชาครับ

เรื่องข้อสอบ ความยากง่ายแต่ละปีไม่เท่ากันครับ
ปีผมสอบ eng/math + chem ปรากฎว่าเคมีปีนั้นยากกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนอังกฤษง่ายกว่า เลขก็เฉลี่ยยากเท่าเดิมครับ

ถ้าใครพอรู้เคมี หรือจบภาคเคมีมาแนะนำให้สอบวิชาเคมีดีกว่าครับ อย่างน้อยก็ไม่ต้องแข่งกับวิศวะอีกหลายภาค แต่จะแข่งกับพวกแพทย์ เภสัช หรือวิทยาแทน หรือถ้าใครเจ๋งชีวะ จะไปแข่งกับเด็กสายวิทย์สุขภาพก็ได้นะครับ 55+

ps. ที่มหาลัยที่อยู่มีรุ่นพี่ si เยอะเหมือนกันนะนี่
Tue, 18 Aug 2009 13:00:55 -   GunkuN ®

Please login to reply.


Click here to login.

 digiboard 0.42 by digitalboom.org since 2001, NOT.SIIT.NET